Journey

หลังจากได้พักไป Tag ชาวบ้านแล้ว กลับมาต่อเรื่องของ USJ ดีกว่า ไม่งั้นเดี๋ยวเล่าไม่จบสักที มาต่อกันที่เครื่องเล่นสุดฮิตอีกอย่างของที่นี่ Spiderman

เครื่องเล่นนี้เป็นเครื่องเล่นที่ต้องใส่แว่นสามมิติดู โดยเราจะเป็นกลุ่มทัวร์ที่เข้ามาดูงานของหนังสือพิมพ์ Daily Bugle โดยที่สำนักพิมพ์นี้จะมีรถที่ออกแบบพิเศษให้นักข่าวเอาไว้ใช้เวลาออกไปทำข่าวนอกสถานที่ที่ค่อนข้างเสี่ยงอันตราย ขณะที่เรากำลังเดินทัวร์อยู่ภายในสำนักพิมพ์ (ที่จริงก็คือการยืนรอคิวเล่นเครื่องเล่นน่ะแหละ) ก็จะมีรายงานเข้ามาว่ามีเหล่าวายร้ายออกมาอาละวาดในเมือง แต่ที่สำนักพิมพ์กลับไม่มีนักข่าวที่สามารถออกไปทำข่าวนี้ได้เลยเจ้าของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้จึงยัดเยียดส่งพวกเราออกไป โดยให้เราขึ้นรถแล้วก็แล่นเข้าไปในเมือง ซึ่งทั้งหมดเป็นภาพการ์ตูนสามมิติที่สวยมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นจังหวะที่รถสั่นเพราะถูกกระแทก หรือจังหวะที่เหล่าวายร้ายปล่อยพลังไฟระเบิดใส่รถเรา ตัวเราก็จะได้รับไอร้อนตามอย่างสมจริง แม้กระทั้งตอนที่มีมนุษย์น้ำพยายามจะจับรถเราไว้แล้วสไปเดอร์แมนเข้ามาช่วย เราก็จะรู้สึกถึงหยดน้ำจากพลังของมนุษย์น้ำที่ลอยมาปะทะใบหน้า

ดูเหมือนว่ารถของเราจะทำให้การปราบปรามเหล่าวายร้ายของยอดมนุษย์อย่างสไปเดอร์แมนลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะเขาต้องคอยหยุดช่วยพวกเราเป็นระยะๆ และถึงแม้จะถูกสั่งให้กลับไปที่สำนักพิมพ์ แต่พวกเราก็ยังดื้อดึงอยู่ดูสถานการณ์กันต่อ (ก็พวกเราไม่ได้บังคับรถเองนี่) มีฉากตอนที่รถเราถูกตัวร้ายกระแทกแล้วกำลังจะตกลงจากยอดตึก เป็นฉากที่ตื่นเต้นดี เพราะรู้สึกเหมือนกับว่ารถกำลังจะดิ่งลงจริงๆ แล้วถ้าสไปเดอร์แมนปล่อยใยแมงมุมออกมารับรถเราไม่ทัน คงได้โหม่งพสุธากันแน่ๆ

โดยรวมๆ แล้วเป็นเครื่องเล่นที่จับเราเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา แต่ทำได้มีศิลปะมากกว่าเครื่องเล่นอย่าง Back to the Future คาดว่าเป็นเพราะสร้างขึ้นทีหลัง ทำให้เทคโนโลยีก้าวหน้ากว่า เล่นแล้วสนุกมากๆ จังหวะที่ตัวร้ายจะยิงปืนใส่นี่เผลอหลับตา เผลอเบือนหน้าหลบไปหลายรอบเหมือนกัน เพราะเป็นภาพสามมิติที่สมจริงมาก ถ้าใครจะไปเที่ยวที่นั่น ขอแนะนำว่าไม่ควรพลาดเครื่องเล่นนี้เด็ดๆ

ถัดจากเครื่องเล่นตื่นเต้นๆ ก็ไปพักผ่อนสบายๆ กับเครื่องเล่นอย่าง ET. Adventure กันเถอะ

เมื่อเข้าไปเล่น เราจะถูกต้อนเข้าไปฟังเรื่องราวของเจ้ามนุษย์ต่างดาวอีทีกันก่อน ว่าตอนนี้ที่ดาวของอีทีกำลังแย่ต้องการให้อีทีรีบกลับไปช่วยเหลือด่วน โดยการที่อีทีจะกลับไปได้ต้องอาศัยความช่วยเหลือของพวกเราและจักรยาน(?) โดยเราต้องพาเจ้าอีทีนี้หลบตำรวจ และนักวิทยาศาสตร์จากนาซ่าไปให้ได้

โดยก่อนเข้า ผู้ดูแลจะบอกว่าการจะไปดาวของอีทีได้เราต้องมี passport ซึ่งเขาจะให้เราบอกชื่อทีละคน แล้วก็ทำการคีย์ชื่อเราลงไปเก็บไว้ในการ์ด ซึ่งเมื่อเล่นเครื่องเล่นจนจบ ก็ยังไม่เข้าใจว่าไอ้เจ้าการ์ดนี้มันมีประโยชน์อะไร? และทำไปทำไม?

พอมีการ์ดแล้ว เราก็จะนั่งจักรยานลอยไปเรื่อยๆ โดยช่วงแรกจะเป็นการหลบหนีตำรวจที่จะมาจับตัวอีที หลังจากนั้นเราก็จะปั่นไปยังดาวของอีที ซึ่งตอนเราไปถึง ที่ดาวนั้นแห้งแล้งขาดน้ำอย่างรุนแรง แต่ด้วยความช่วยเหลือของอีที ความชุ่มชื้นก็ได้กลับคืนมาสู่ดวงดาวแห่งนั้นอีกครั้ง (ให้อารมณ์ครีมบำรุงผิวยังไงไม่รู้แฮะ) เราจะได้เห็นเหล่ามนุษย์ต่างดาวหน้าตาประหลาดๆ ที่กำลังใกล้ละลาย(?) กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แล้วเครื่องเล่นก็จะพาเรากลับมายังโลกอีกครั้ง

นี่เป็นเครื่องเล่นที่เหมาะสำหรับเด็กและผู้ที่รักอีทีทุกคน แต่สำหรับคนที่เกลียดอีทีมาตั้งแต่เด็กอย่างเราแล้ว มันช่าง...เหอะๆ เต็มไปด้วยตัวประหลาดจริงๆ

ต่อกันมาติดๆ กับเครื่องเล่นที่อยู่ข้างๆ อีทีนี่เองอย่าง Terminator

เนื้อเรื่องของเครื่องเล่นนี้คือ พวกเราเป็นกลุ่มคนที่มาเยี่ยมชมบริษัท Cyberdyne (กรุณาอย่าสนใจชื่อ เพราะจำไม่ได้จริงๆ คาดว่าไม่ใช่ชื่อนี้แน่ๆ) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตหุ่นยนต์ เมื่อเข้าไปข้างใน ก็จะมีไกด์สาวที่มีเสียงหัวเราะและมาดเหมือนนางเอกการ์ตูนดังเมื่อสิบปีก่อนอย่างคุณหนูชิราโทริ เรโกะ ออกมานำทัวร์เรา โดยเธอจะเปิดวิดิโอให้เราดูถึงผลงานและประวัติของบริษัท ซึ่งระหว่างที่พวกเรากำลังดูอยู่นั้น สัญญาณก็จะถูกตัดพร้อมกับมีแม่ลูกคู่หนึ่ง(นางเอกในหนังกับลูกชาย) ถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียงแทรกเข้ามาว่า หุ่นยนต์ของบริษัทนี้อันตราย ให้เรารีบหนีออกจากบริษัท แต่คุณไกด์สาวก็รีบตัดสัญญาณสวิตช์ก่อนจะทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วพาพวกเราเข้าไปนั่งในห้องที่เหมือนห้องฉายหนัง โดยเมื่อถึงตรงนี้พวกเราก็ต้องใส่แว่นตาสามมิติกันอีกแล้ว

ขณะที่อยู่ในห้องนี้ คุณไกด์ก็จะแนะนำหุ่นยนต์ของบริษัทให้เราฟัง แต่ก็เกิดปัญหาขึ้น (จำไม่ได้แล้วว่าเกิดอะไร เพราะตามเนื้อเรื่องไม่ค่อยทันเหมือนกัน) สองแม่ลูกก็จะโผล่ออกมาจัดการเจ้าหุ่นยนต์ สักพักพระเอกของเรื่องจึงตามออกมาช่วย โดยที่พระเอกกับลูกชายนางเอกจะต้องบุกไปยังศูนย์กลางที่ควบคุมเหล่าหุ่นยนต์อยู่เพื่อทำลายมันทิ้ง หลังจากนี้ก็จะเป็นฉากจากหนังบางส่วนที่เอามาทำให้เป็นสามมิติ เป็นฉากการต่อสู้ระหว่างตัวเอกกับหุ่นยนต์ที่สามารถแปลงรูปร่างของตัวเองได้ ซึ่งถ้าถามเรา เราว่าทำได้ไม่ค่อยสนุกนัก บางคนเข้ามาดูถึงกับหลับไปได้ (แต่เราไม่ได้หลับนะ แค่ไม่ค่อยตั้งใจดู)

ส่วนที่คิดว่าทำได้ดี คงเป็นเรื่องของการเชื่อมฉากที่ตัวละครที่เป็นคนจริงๆ จะต้องเดินเข้าไปในฉากหนังทำได้เนียนใช้ได้เลย กะว่าถ้าเข้าไปดูอีกรอบจะขอถอดแว่นสามมิติดูสักหน่อยว่าทำยังไง โดยรวมๆ ก็เป็นโชว์ที่ใช้ได้อันหนึ่ง แต่คงไม่ถึงกับว่าถ้ามาที่นี่ต้องเข้ามาดูหรอก

เราไป USJ มาสองรอบก็ยังพลาดดู Shrek 4D กับSesame Street ทั้งสองรอบเลย คงเป็นเพราะทั้งสองอันนี้มันแสดงจำกัดรอบล่ะมั้ง เลยกะเวลาลำบาก แต่ยังไงก็ถ่ายรูปด้านหน้ากลับมาให้ดูกันน้า

โชว์สุดท้ายของวันก็คือ โชว์ปีเตอร์แพนที่จัดขึ้นที่ลานกลางแจ้ง โดยโชว์จะเริ่มตอนทุ่มครึ่ง แต่คนจะเริ่มมาจองที่นั่งดูกันตั้งแต่หกโมงกว่าๆ ทำให้พวกเราที่มาตรงเวลาแสดงเป๊ะๆ หามุมดีๆดูไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น เอาภาพตอนที่ยังไม่ได้เริ่มแสดงไปดูกันเล่นๆ ก็แล้วกัน

เวทีที่ใช้ในการแสดงมีอยู่สามเวที โดยทั้งหมดสร้างอยู่บนเรือ ลำแรกเป็นฉากดินแดงเนเวอร์แลนด์ ลำกลางเป็นเรือโจรสลัดของกัปตันฮุก ส่วนลำสุดท้ายทางขวาสุดเป็นเรือหมู่บ้านอินเดียนแดงของไทเกอร์ ลิลลี่ ส่วนไอ้เจ้าเสาสูงๆ ที่ตั้งอยู่ด้านข้างนั้นเป็นที่ห้อยสลิงซึ่งปีเตอร์แพนใช้เวลาบิน

เนื้อเรื่องที่แสดงก็เหมือนกับเนื้อเรื่องปรกติ เพียงแต่ทำให้รวบรัดมากกว่า เพลงที่ร้องนั้นก็เพราะดี โดยส่วนตัวแล้วเราชอบเพลงของกัปตันฮุกนะ แต่เสียงไทเกอร์ ลิลลี่กับเสียงเวนดี้ก็เพราะมากๆ

ฉากนี้จำไม่ได้แล้วว่าเป็นฉากไหน อาจจะเป็นตอนนี้ทิงเกอเบลที่กินยาพิษเข้าไปแทนปีเตอร์ฟื้นขึ้นมาก็ได้นะ ไม่งั้นก็คงเป็นฉากตอนจบเลย

ดูแล้วสงสารคนเล่นเป็นปีเตอร์ ที่ต้องห้อยโหนตัวอยู่กลางอากาศ ทั้งๆที่มันหนาวมากๆๆๆๆ ดีนะที่คนเล่นไม่ใช่เด็กจริงๆ ไม่งั้นคงแย่ อ๊ะ ลืมบอกไปว่า เนื่องจากปีเตอร์แพนต้องโผล่จากตรงโน่นที ตรงนี้ที ทำให้การแสดงนี้ต้องใช้ปีเตอร์ประมาณสามคน (อันนี้เรานับเองนะ)คนหนึ่งคอยโหน คนหนึ่งอยู่แถวเนเวอแลนด์ อีกคนอยู่แถวหมู่บ้านอินเดียนแดง เป็นโชว์น่ารักๆ ที่ดูได้สบายๆ เหมาะสำหรับเด็กเล็กๆเป็นพิเศษ

ก่อนกลับขอเก็บภาพความสวยงามของ USJ มาฝากอีกสักภาพ

ข้างหลังนั่นเหมือนสะพานแขวนบ้านเรามั้ย? อิอิ จบทัวร์แล้วจ้า ขอบคุณที่ติดตาม คราวหน้าเจอกันที่โตเกียวดิสนีย์แลนด์เน้อ

ก่อนอื่น ขอสวัสดีปีใหม่ทุกคนก่อน หวังว่าทุกคนที่เข้ามาอ่านคงยังสบายดีกันนะจ๊ะ หลังจากที่เราทิ้งช่วงเขียนบล็อคไปเสียนาน เราก็ได้มีโอกาสกลับไปเหยียบ USJ เป็นรอบที่สองฉลองปีใหม่ เลยถือโอกาสนำรูปใหม่ๆมาฝาก

ทางเข้าด้านหน้ามีการตกแต่งใหม่ให้สดใสขึ้นเพื่อต้อนรับปีใหม่

คราวนี้โชคดีไม่ติดอยู่ตรงประตูนานเหมือนเมื่อคราวก่อน เพราะจำนวนผู้ร่วมเดินทางน้อยลง เลยแวะถ่ายรูปกันแค่เล็กน้อย แล้วก็เข้าไปวิ่งรอกเล่นเครื่องเล่นกันด้านใน

ก่อนที่จะพาทัวร์เครื่องเล่นที่ตกค้างจากภาคหนึ่ง ขอ proudly present ขนมหวานจาก Amity Island ต้นกำเนิดหนังภาคต่อเกี่ยวกับเจ้าปลาฉลามยักษ์ที่ชื่อว่า "Jaws" เห็นแล้วนึกถึงวุ้นกะทิบ้านเราเลยเนอะ

และเนื่องจากเพิ่งผ่านช่วงเทศกาลคริสต์มาสไปหมาดๆ เจ้าปลาฉลามของเราจึงมีพวงมาลัยเสี่ยงรัก เอ๊ย พวงมาลัย Holly คล้องคอกับเค้าด้วย

ไปต่อกันที่เครื่องเล่นยอดฮิตเครื่องถัดไปกันดีกว่าคิดว่าทุกคนคงจำหนังฟอร์มยักษ์ของผู้กำกับดังอย่างสปีลเบิร์กที่สร้างความตะลึงให้กับวงการหนังในเรื่องของ CG (Computer Graphic) เมื่อสักประมาณสิบปีก่อนกันได้ หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า "Jurassic Park"

และไม่ว่าจะมาที่นี่สักกี่ครั้งทุกคนก็ต้องแวะมาเล่นเครื่องเล่นสุดแสนหวาดเสียวนี่ ตอนที่มาครั้งแรก พวกเราก็ยังไม่รู้ว่าเครื่องเล่นนี้เป็นยังไง รู้เพียงแต่ว่าเล่นแล้วต้องเปียกแน่ๆ เพราะเมื่อไปถึงเราก็จะได้ยินเสียงหวีดร้องและเสียงเรือของคณะผู้เล่นก่อนหน้ากระแทกน้ำดังตู้มลอยมา พร้อมกับภาพของเรือที่ตกลงมาตามรางกระแทกน้ำเป็นคลื่นสูงร่วมห้าเมตร

เห็นภาพแบบนี้แล้วไม่เล่นก็คงไม่ได้ ทุกคนก็เลยพากันไปยืนต่อแถว (ซึ่งคิวก็ยาวเป็นงูเลื้อยตามปรกติ) โดยตรงที่หน้าทางเข้าจะมีเครื่องขายเสื้อกันฝนแบบสวมหัวซึ่งเรียกว่า "poncho" หรือเรียกตามภาษาชาวบ้านๆว่าเสื้อกันฝน "กัปปะ" อยู่ โดยขายในราคาตัวละสามร้อยเยน ซึ่งถือว่าแพง (ร้านสะดวกซื้อทั่วไปขายอยู่ในราคาประมาณร้อยเยนขึ้นไป แต่คนละลายกันนะ) สุดท้ายเราก็เลยยอมเปียกท้าลมหนาวเดือนหนึ่งกัน (สรุปคืองกนั่นเอง)

เมื่อขึ้นนั่งกันเรียบร้อย เรือก็เริ่มแล่นไปตามราง นำพาเราเข้าสู่ทัวร์โลกดึกดำบรรพ์ ซึ่งเจ้าไดโนเสาร์ตัวแรกที่โผล่มาทักทายเราก็คือเจ้าคอยาว Diplodocus ที่จะยืนแน่นิ่งในท่าผิดธรรมชาติสุดๆ รอจนเรือเราแล่นผ่านไปใกล้ๆ ถึงค่อยขยับยื่นคอออกมา ทำทีเป็นเคี้ยวหญ้าให้เราดูหลังจากนี้เรือก็จะพาเราแล่นผ่านโซนของไดโนเสาร์กินพืชไปเรื่อยๆ ผ่านเจ้าไทรเซอราท็อป สเต็กกอซอรัส และตัวอะไรไม่รู้ชื่อที่หัวโหนกๆหน่อยมองรวมๆแล้วหน้าดันพาลไปคล้ายเป็ด (ในความคิดเราอ่ะนะ) จนกระทั่งเข้าเขต ไดโนเสาร์กินเนื้อ เราก็จะได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยดัง พร้อมกับเสียงประกาศว่ามีปัญหาเกิดขึ้น ทางศูนย์จะรีบนำเรือของเรากลับออกมา มองไปข้างหน้า เราก็จะเห็นรั้วไฟฟ้าแรงสูงที่ถูกพังเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ และเจ้าไดโนเสาร์ตัวจ้อยอย่าง Eoraptor สองตัวกำลังแย่งเสื้อ(เก่าๆ)ที่มีตราผู้ดูแลศูนย์อยู่ (เห็นมันแย่งกันมาตั้งแต่ฮาโลวีนแล้ว ยังตกลงกันไม่ได้อีกเหรอเนี่ย เหอะๆ)

แล้วเรือก็พาเราแล่นต่อไปด้วยความเร็วสบายๆ ดังกับเราไม่ได้หนีอะไรอยู่เลย โดยจะแล่นผ่านทางเข้าศูนย์ซึ่งจะเป็นทางลาดสูงขึ้นไปเรื่อยๆ (เพื่อเอาเราไปปล่อยทิ้งที่หลัง) ที่ตรงทางเข้า จะมีกรงขนาดใหญ่แขวนอยู่ โดยกรงจะสั่นพร้อมกับมีเสียงคำรามออกมาตลอดเวลา และเมื่อเรือของเราแล่นผ่านใต้เจ้ากรงที่ว่านี้ กรงมันจะตกลงมาให้พอตกอกตกใจได้เล็กน้อย เมื่อเข้าไปยังศูนย์เรือเราจะไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ จนเพื่อนที่มาเล่นเป็นครั้งแรกเริ่มหันมาโวยวายว่ามันไต่มาสูงแล้วนะ(เพราะทุกคนรู้ดีว่ายิ่งขึ้นสูงยิ่งตกแรง)โดยระหว่างทางขึ้นไปนั้น ก็จะมีเจ้าไดโนเสาร์หน้าตาดุร้ายโผล่มาร้องแคว๊ก แคว๊ก (แน่ใจรึว่านั่นเสียงไดโนเสาร์?) ตลอดทาง

จนเมื่อถึงปลายทาง ขณะที่ทุกคนกำลัง(น่าจะ)สบายใจว่าใกล้จบแล้ว เรือก็จะแล่นพาพวกเราไปยังทางออก และที่ทางออกนั่นเอง เจ้าไทรันฯตัวใหญ่กำลังยืนคำรามรอพวกเราอยู่ ขณะที่เรือกำลังจะลอดท้อง(?)เจ้าไทรันฯนั่นเอง มันก็จะตกวูบลงไปตามราง ที่แทบจะเป็นแนวดิ่ง ที่ทำให้เหล่านักผจญภัยที่นั่งอยู่หน้าสุดอย่างพวกเราสยิวกิ้วจนกรี๊ดกันไม่ออก เกิดอาการลมจุกคอกันเป็นแถว เพราะขณะที่พวกเรากำลังเงยหน้ามองดูเจ้าไทรันฯที่ก้มหน้าลงมาจะงับอยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองตกลงไปในแนวดิ่ง และพอก้มหน้าลงไปดูเท่านั้นแหละ ทุกคนก็จะเข้าใจถึงอารมณ์ของคนที่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ โดยพวกเราจะตกแบบแทบจะ Free fall (ในความรู้สึกของเรานะ เพราะตอนตกจะรู้สึกว่าตัวไม่ติดเบาะแล้ว) ไปยังแสงสว่างที่อยู่ลิบๆนั่น พอรู้สึกตัวอีกที เรือก็กระแทกน้ำดังโครม แล้วก็พาลเปียกกันทั่วหน้า เครื่องเล่นมันตกสูงเสียจนทุกคนเสียวจนหยุดหัวเราะไม่ได้เมื่อตกลงมาแล้ว เลยคุยกันเล่นๆว่าน้ำที่นี่ต้องใส่กัญชาไว้แน่ๆ เพราะเปียกแล้วอารมณ์ดี หัวเราะกันไม่หยุด

และไหนๆก็เปียกกันแล้ว เราเลยควรไปต่อกันด้วยการแสดงโชว์ที่เน้นเปียกเหมือนกันอย่าง Waterworld

ตรงหน้าทางเข้ามีป้ายโค้กภาษาไทยแปะอยู่ด้วยล่ะ (เนื่องจากโค้กเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ของโชว์นี้) อันที่จริงไม่ได้มีเฉพาะภาษาไทยหรอกนะ แต่มีภาษาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น อังกฤษ และภาษาที่อ่านไม่ออกอีกมากมาย แต่ถ่ายรูปกลับมาเฉพาะแค่ภาษาบ้านเรา

ในโชว์นี้ ที่นั่งสามแถวแรกของบางโซนจะเป็นสีฟ้า นั่นหมายความว่าถ้านั่งตรงนั้นมีสิทธิเปียกมาก ส่วนที่นั่งอื่นๆจะเป็นสีน้ำตาลหมายถึงอาจจะเปียกเล็กน้อยถึงไม่เปียกเลย (ขึ้นอยู่กับอากาศตอนแสดง ถ้าหนาวน้อยก็จะสาดน้ำใส่ผู้ชมมากหน่อย) โดยเมื่อเราเข้าไปถึงก็จะมีชายหนุ่ม(จริงอ่ะ?) มาแนะนำตัวเองและพรรคพวก พร้อมทั้งเล่าประวัติความเป็นมาของ Waterworld นี่เล็กน้อย ว่าในโลกที่ปกคลุมไปด้วยพื้นน้ำแห่งนี้ พวกเขากำลังพยายามตามหาแผ่นดินกันอยู่ โดยต้องรีบหาให้พบก่อนที่กลุ่มคนชั่วร้ายจะเข้าไปยึดครองที่แห่งนั้นและขูดรีดค่าเช่าจากผู้ที่เข้าไปอยู่ทีหลัง

โชว์จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อเฮเลน สาวน้อย(ร่างใหญ่)หนึ่งในพรรคพวกของฝ่ายตัวเอกได้ขับเรือกลับมาพร้อมกับนำดินแห้งมาด้วย โดยเธอบอกว่าได้พบแผ่นดินแล้ว และจะพาทุกคนไปยังที่นั้น แต่เรื่องราวก็ไม่ง่ายดายปานนั้น เพราะพรรคพวกของตัวร้ายได้สะกดรอยตามเฮเลนมายังฐานทัพกลางน้ำแห่งนี้ หลังจากนี้ผู้ชมเลยได้ดูการต่อสู้ทางน้ำ บนเจ็ตสกีที่สาดน้ำใส่กันอย่างดุเดือด (เหมือนเล่นสงกรานต์กันยังไงยังงั้นเลย)

พวกเฮเลนจะถูกจับ และเพื่อนฝั่งเฮเลนจะค่อยๆถูกกำจัดลงน้ำไปทีละคนๆ (โดยส่วนมากทุกคนจะต้องตกลงไปตายที่เดียวกัน จนเพื่อนแซวว่า พอลงน้ำได้คงต้องรีบดำน้ำหนี กันคนข้างหลังตกลงมาทับ) และในขณะที่นางเอก(ผู้แสนล่ำ)ของเรากำลังลำบาก ถูกตัวร้ายข่มขู่ให้บอกตำแหน่งของ Dryland พระเอกของเราก็ขี่เจ็ตสกี(สีขาว? รึเปล่าไม่รู้ จำไม่ได้แฮะ) เข้ามาช่วย และก็เป็นการสู้กันบนเจ็ตสกีเช่นเดิม (คนรับกรรม ต้องเปียกคือผู้ชมด้านหน้า เพราะโดนสาดน้ำใส่เต็มๆ)

จากนี้ไปก็จะเป็นการแสดงที่โชว์ทักษะการขี่เจ็ตสกีรวมถึงความฟิตของร่างกายผู้แสดง เนื่องจากทุกคนต้องปีนป่าย ห้อยโหน ขับเรือ ยิงปืน หลบระเบิด ทำโน่นทำนี่เพื่อเอาชีวิตรอด (เป็นโชว์ที่ตื่นเต้นดีมาก จนเด็กที่นั่งดูอยู่ข้างหน้าเรากลัวเสียงระเบิดจนแทบร้องไห้) พอถึงช่วงหนึ่ง ฝ่ายตัวร้ายจะกำจัดพระเอกลงน้ำไปได้(คงไปอยู่รวมกับเพื่อนๆด้านล่าง เพราะทุกคนตกน้ำมุมนั้นกันหมด) เลยหันเป็นเรียกเรือบินมารับเพื่อให้นางเอกนำทางไปแผ่นดิน แต่ขณะที่ตัวร้ายถูลู่ถูกังนางเอกไปตามทางอยู่นั้น พระเอกก็จะเหนี่ยวสลิงโผล่ขึ้นมาจากน้ำมาช่วย ทำให้ตัวร้ายโกรธและยิงระเบิดใส่ แต่ดันพลาดไปโดนเรือบินของตัวเองระเบิด (เป็นฉากที่ดูตอนกลางคืนสวยดีเป็นพลุระเบิกเปรี้ยงป้าง แต่ดูตอนกลางวันจะเห็นแต่ควันลางๆ) สู้กันไปจนถึงตอนสุดท้าย ตัวร้ายซึ่งโดนน้ำมันจากถังน้ำมันที่ตัวเองยิงพลาดไปโดนเสียพรุนติดไฟลุกพรึ่บขึ้นมา แล้วเจ้าตัวก็ร้องอย่างโหยหวนก่อนโดดลงมาจากชั้นบนสุดของหอคอยที่อยู่ตรงกลางฉาก (เป็นฉากที่น่าหวาดเสียวดี เพราะหอคอยก็สูงเอาการอยู่) แล้วก็ตกลงไปในน้ำ (ตรงจุดเดิม จุดยอดฮิตที่ทุกคนตกลงไปน่ะแหละ)

และเนื่องจากถังน้ำมันใกล้จะระเบิด พระเอกกับนางเอก(เหลือรอดกันอยู่สองคน)ก็พากันขับเรือหนีตายออกไป(โดยทิ้งผู้ชมไว้) โชว์ก็เลยจบลงที่การระเบิดครั้งใหญ่ (ไม่ใหญ่มากหรอกที่จริง) หลังจากนั้นผู้แสดงแต่ละคนจึงโผล่ออกมาโค้งให้คนดู เสร็จแล้วพวกเราก็จะโดนกวาดต้อนออกมาเพื่อเคลียร์พื้นที่ให้คนดูรอบต่อไปเข้ามาดูโชว์

จบจากการแสดงโชว์ตื่นเต้นๆแบบนี้ ขอพาทุกคนไปพักกับโชว์สบายๆ ที่มาพร้อมกับเพลงเพราะๆ อย่าง Wicked แล้วกัน

Wicked เป็นบทละคร broadway ที่สร้างขึ้นจากนิยายเรื่อง Wicked Witch of the West แต่งโดย Gregory Maguire เป็นเรื่องราวของสองแม่มดสาวแห่งเรื่อง The Wizard of Oz โดยจะเล่าว่าทั้งสองคนเจอกันได้อย่างไร และในตอนสุดท้ายทำไมถึงมายืนอยู่คนละฝ่ายกันได้ (ตอนนี้บรอดเวย์เรื่องนี้ยังแสดงอยู่ที่อเมริกาเลย อยากไปดูแบบเต็มๆจัง)

สถานที่จัดแสดงเรื่อง Wicked นี้จะอยู่ในโซน Legend of Oz โดยเมื่อเราเดินไปถึงก็จะเห็นตัวเมืองที่สีสันสดใสผิดแผกไปจากตัวตึกด้านนอกได้อย่างชัดเจน

เมื่อผ่านประตูหน้าเข้ามา เราก็จะเจอโดโรธีและผองเพื่อนจากเรื่อง The Wizard of Ozยืนต้อนรับพวกเราอยู่

การแสดงโชว์นี้ได้รับความสนใจจากคนญี่ปุ่นมากเกินความคาดหมายของเรา เพราะมันไม่ใช่การแสดงที่น่ารักๆ ให้เด็กดูอย่าง Toto&Friends (การแสดงอื่นของที่นี่ที่เราไม่ได้ไปดู) แต่ค่อนข้างจะเป็นละครเพลงเต็มรูปแบบที่เหมาะให้ผู้ใหญ่ที่หลงใหลในเสียงเพลงอย่างเราเข้าไปดูมากกว่า แต่สุดท้ายคนดูก็ยังแน่นแบบนี้เลย

หลังจากยืนรอกันอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดพวกเราก็ได้เคลื่อนที่เข้าไปนั่งดูกันเสียที และเนื่องจากโดนห้ามถ่ายรูปเลยเอามาฝากได้แค่รูปเวทีตอนยังไม่เริ่มแสดงนะ

เริ่มเรื่องมาด้วยเพลง One Short Day โดยจะเป็นสองแม่มดสาว คนหนึ่งหน้าตาสะสวยชื่อว่า เกลนด้า ส่วนอีกคนหนึ่งเกิดมามีผิวสีเขียวผิดธรรมชาติชื่อ อัลฟาบา กำลังเที่ยวในเมืองมรกต (Emerald City) กันอยู่ โดยทั้งสองคนมาเพื่อที่จะเข้าพบพ่อมดแห่งออซกัน

จบจากเพลงนี้ฉากก็จะตัดไปเป็นภายในปราสาทของพ่อมดออซโดยในตอนแรก พ่อมดจะยังไม่ออกมาพบเกลนด้าและอัลฟาบา แต่จะบังคับหน้ากากกลขนาดใหญ่ให้พูดแทนตัวเองก่อน พอรู้ว่าคนที่มาหาเป็นใครถึงยอมเปิดเผยตัวเดินออกมา แล้วพ่อมดก็จะถามถึงเรื่องราวของทั้งสองคน ทำให้เป็นที่มาของเพลง What is this Feeling? ที่แสดงถึงฉากตอนที่แม่มดทั้งสองเจอกันที่โรงเรียน Shiz โดยทั้งสองคนนั้นรู้สึกเกลียดขี้หน้ากันสุดๆตั้งแต่แรกเห็น แต่พอจบเพลงนี้ อัลฟาบาที่โดนรังเกียจก็จะโกรธจนเผลอใช้เวทย์มนต์ออกมา ทำให้เกลนด้าประทับใจในความสามารถของอัลฟาบาและชมว่าเธอมีพรสวรรค์ (อันนี้เนื้อเรื่องไม่ค่อยตรงกับของบรอดเวย์นะ) แล้วอัลฟาบาก็จะร้องเพลง The Wizard and I เล่าถึงความฝันว่าถ้าความสามารถของเธอเป็นพรสวรรค์ที่จะสามารถนำเธอไปพบพ่อมดแห่งออซได้ ชีวิตของเธอก็คงจะเปลี่ยนไป ไม่ถูกผู้คนรังเกียจมากขนาดนี้

หลังจากนี้อัลฟาบาและเกลนด้าก็จะกลายเป็นเพื่อนกัน โดยเกลนด้าจะพยายามช่วยปรับปรุงรูปโฉมให้อัลฟาบาขณะที่ร้องเพลงน่ารักๆ อย่าง Popular เสร็จแล้วเรื่องก็จะตัดกลับมาที่ปราสาทพ่อมดแห่งออซอีกครั้ง โดยพ่อมดจะเล่าถึงตัวเองผ่านบทเพลง A Sentimental Man ก่อนจะขอทดสอบความสามารถของอัลฟาบาโดยให้อัลฟาบาเสกเจ้าลิงที่วิ่งพล่านอยู่ในฉากให้บินได้ และเมื่ออัลฟาบาร่ายคาถาเสร็จ เจ้าลิงก็จะร้องอย่างทุรนทุรายพร้อมกับที่มีปีกงอกออกมากลางหลัง ทำให้พวกอัลฟาบาและเกลนด้าตกใจกันใหญ่ แต่พ่อมดกลับดีใจและบอกว่าร่ายมนต์ครั้งแรกก็ทำให้ขนาดนี้ถึงว่ายอดเยี่ยมมาก หลังจากนี้ก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เหมือนพ่อมดจะขอให้อัลฟาบาร่วมมือในการที่จะสร้างปีกให้ทุกคนเพื่อให้ทุกคนบินได้ ทุกคนที่เคยรู้เรื่องพ่อมดแห่งออซคงเข้าใจ ว่าที่จริงแล้วพ่อมดไม่ใช่ผู้วิเศษมีเวทย์มนต์อะไรกับเค้าหรอก แต่เป็นแค่นักวิทยาศาสตร์ที่นั่งบอลลูนหลงเข้ามาในดินแดนออซแห่งนี้ แล้วถูกเข้าใจผิดว่ามีเวทย์มนต์เลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นพ่อมดดูแลเมือง

แต่อัลฟาบาไม่ยอมช่วย (คงเพราะไม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรทำล่ะมั้ง เรื่องมันตัดเร็วฟังไม่ทัน ภาษาญี่ปุ่นก็ยิ่งอ่อนแออยู่ เฮ้อ พูดแล้วอยากฟังเป็นภาษาอังกฤษเต็มๆจังเลย ตัดภาษาอังกฤษกับญี่ปุ่นสลับไปสลับมาแบบนี้ยิ่งฟังยาก เพราะไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนภาษากันเมื่อไหร่) พ่อมดเลยโกรธและประกาศให้ชาวเมืองรู้ว่าอัลฟาบาเป็นแม่มดที่ชั่วร้าย เป็น The Wicked ทำให้อัลฟาบาต้องหนีออกจากเมืองมรกต โดยเธอจะขี่ไม้กวาดหนีออกมาขณะร้องเพลง Defying Gravity ด้วยพลังเสียงที่น่าประทับใจ (ไม่รู้ว่าที่นี่ลงเพลงได้รึเปล่า ถ้าลงได้จะลงให้ฟังนะ เพราะชอบเพลงนี้มาก แต่ขอไปศึกษาวิธีลงก่อน)

เนื้อเรื่องของการแสดงตัดจบลงที่ตรงนี้ ฉากที่อัลฟาบาหันไปลาเกลนด้าและขี่ไม้กวาดหนีไป เสร็จแล้วนักแสดงทุกคนก็จะออกมาทักทายคนดู

ก่อนกลับขอเก็บรูปทางเข้าแบบเป็นทางการมาให้ดูกันอีกสักรูป

เริ่มยาวอีกแล้ว งั้นขอยกเครื่องเล่นอย่าง Spider Man, ET, Terminator รวมถึงโชว์ปีเตอร์แพนไปต่อกันที่ภาคสามนะ กรุณาติดตามตอนต่อไป อิอิ

ช่วงวันฮาโลวีนที่ผ่านมาได้ขนข้าวขนของไปเที่ยว Universal Studio Japan ที่โอซาก้ากันมา

ยังไม่ทันจะได้เข้าไปถึงตัวสตูดิโอจริงๆ ก็ติดอยู่ตั้งแต่ตรงตัวUniversal city walkด้านหน้า ที่เป็นที่ตั้งของร้านขายของที่ระลึกและร้านอาหารหลายหลากประเภท ตัวตึกมันช่างมีสีสันสดใส เสียจนอดไม่ได้ที่จะต้องถ่ายภาพกลับมา

ถัดจากร้านขายของ ก็มาติดอยู่ตรงประตูทางเข้า... ไม่รู้ว่ามันมีอะไรดี แต่ทุกคนก็ยืนถ่ายรูป ไม่ว่าจะรูปเดี่ยว รูปคู่ รูปทีม ถ่ายกันอยู่ตรงนี้ไปเกือบครึ่งชั่วโมง ไม่ยอมเดินเข้าไปเสียทีและเนื่องจากมาเที่ยวช่วงวันฮาโลวีน ประตูก็เลยตกแต่งด้วยสีม่วงแบบนี้แหละ

พอคิดว่าจะได้เดินผ่านพ้นประตูนี้ไปได้เสียที ก็รู้ตัวว่าพลาดไปเสียแล้ว เมื่อเพื่อนๆเห็น รูปปั้นสนูปปี้วันฮาโลวีนที่วางอยู่ด้านหน้า ก็ตรงเข้าไปเก็บรูปกันต่อทันที... เฮ้อก็มันน่ารักนี่เนอะ ทำไงได้...

พอผ่านประตูมาได้ คิดว่าคราวนี้แหละ จะได้เข้าไปสอดตั๋วผ่านเข้าไปเดินในสตูดิโออย่างเป็นทางการเสียที แต่ก็คิดผิดอีก เมื่อเหลือบไปเห็นลูกโลกอันเป็นเอกลักษณ์ของ Universal Studio อยู่ด้านข้าง ก็ต้องวิ่งกันไปถ่ายรูป เดี่ยว คู่ หมู่ กันอีกรอบ... สรุปว่ากว่าจะได้เข้าไปในบริเวณสตูดิโอจริงๆ ก็หมดไปเกือบชั่วโมง...

ภายในเมืองสตูดิโอนั้น ตกแต่งไว้อย่างกับอยู่ยุโรป ร้านรวงจัดได้สวยมาก (แต่บางร้านเข้าจริงไม่ได้หรอก แค่แต่งไว้โชว์เท่านั้น) เดินอยู่ข้างในนี้ให้อารมณ์เหมือนกับอยู่ต่างประเทศเลย (แต่นึกอีกที...มันก็ต่างประเทศจริงๆ นี่เนอะ... เริ่มรู้สึกว่าญี่ปุ่นไม่ใช่เมืองนอกแล้ว ทำไงดี...)

เนื่องจากมากันตั้งแต่เช้าตรู่ แถมยังเป็นวันศุกร์ ไม่ใช่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ คนก็เลยไม่เยอะมาก เหมือนที่เห็นได้ในภาพนี่แหละ กำลังเดินเล่นถ่ายรูปกันได้สบายๆ ไม่โดนอัดก็อปปี้

ยืนตกลงกันอยู่นานว่าจะเริ่มเล่นเครื่องเล่นยังไงให้ครบภายในหนึ่งวัน เพราะว่าไม่มีใครยอมเสียเงินซื้อบัตร Express ที่ให้เข้าเล่นเครื่องเล่นได้เลยโดยไม่ต้องต่อคิวรอ เลยต้องวางแผนกันหนักหน่อย แต่ที่นี่เค้าดีนะ มีบอร์ดที่บอกเวลารอเล่นเครื่องเล่นแต่ละเครื่องกระจายอยู่ตามจุดต่างๆในเมือง ทำให้สามารถตัดสินใจกันได้ง่ายหน่อยว่าจะเล่นอะไรก่อนอะไรหลัง เริ่มแรก ทุกคนก็ลุยไปยังหมู่บ้านเจ้าปลาฉลามยักษ์ Jaws

หน้าทางเข้าเครื่องเล่นก็จะมีเจ้าตัวนี้แขวนตากแห้งอยู่ รอให้นักท่องเที่ยวเข้าไปถ่ายรูปด้วย และเนื่องจากที่นี่เป็นประเทศที่รักการยืนต่อคิวอย่างประเทศญี่ปุ่น คิวถ่ายรูปกับปลาฉลามเนื้อหอมตัวนี้จึงยาวเสียจน คนไทยอย่างเราๆถอดใจ... เออไม่ถ่ายกับมันก็ได้... แหม อุตส่าห์เตรียมเอาหัวยื่นเข้าไปในปากมันเล่นอยู่เชียว...

ว่าแล้วทุกคนก็เข้าไปต่อคิวเล่น เมื่อได้ขึ้นเรือซึ่งมีไกด์สาวชาวญี่ปุ่นเป็นผู้นำทาง ทุกคนก็ถูกเตือนทันทีว่าห้ามถ่ายรูป เพราะถ้ากล้องตกน้ำระหว่างทางเค้าจะไม่รับผิดชอบใดๆ เราก็เลยไม่กล้าหยิบน่ะสิ เมื่อเรือออกแล่น (ไปตามราง) ไกด์สาวก็เริ่มเข้าบทบาทของคนนำนักท่องเที่ยวมาชมเมือง จนกระทั่งเรือเราเลี้ยวไปเห็นซากของเรือลำหนึ่งที่กำลังจะจมลง ไกด์สาวจึงทำทีวอไปติดต่อหาคนในเรือทันที แต่ก็ไม่มีใครตอบกลับมา และทันใดนั้นเอง ทุกคนก็เห็นครีบขนาดใหญ่ของปลาฉลามปรากฎขึ้นทางด้านขวาของเรือ

และด้วยฝีมือการแสดงระดับตุ๊กตาทอง ไกด์สาวก็หันไปหยิบปืนขึ้นมายิงขู่ไปหนึ่งนัด พร้อมกับบอกว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีแล้วให้รีบกลับเข้าฝั่งกันดีกว่า พูดยังไม่ทันจบ เรือก็ถูกกระแทกเสียจนน้ำกระเด็นเข้าเรือ ทำให้ขากางเกงของเพื่อนที่นั่งริมสุดเปียกชุ่มไปจนถึงด้านถุงเท้า เจ้าตัวเลยได้แต่นั่งเซ็งตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา...

ไกด์สาวรีบนำเรือเข้าไปจอดหลบในโรงเรือกลางน้ำ ข้างในโรงเรือนั้นมืดสนิท พวกเราสามารถเห็นข้าวของภายในได้เพียงลางๆ จากแสงไฟฉายที่ไกด์ส่องไปมาตามเพดาน??(ทำไมส่องเพดาน? ปลาฉลามจะบินเข้ามา?) ไม่ต้องรอนานนัก โรงเรือก็ถูกกระแทกเสียจนไหว เสียงไกด์คนเดิมบอกว่าไม่ได้การแล้ว เพราะปลาฉลามจะพังโรงเรือเข้ามา ต้องหนีออกไปก่อน แล้วก็รีบขับเรือ(ไปตามราง เช่นเดิม) ออกไป...

ด้านนอกเราจะเห็นปลาฉลามยักษ์ว่ายตีคู่ข้างเรือไปมา ก่อนที่มันจะโผล่หน้าอ้าปากขึ้นมาทางข้างเรือ(เหมือนที่เห็นในหนังน่ะแหละ) ไกด์สาวใจเด็ดของเราก็รีบสอยเข้าให้ด้วยปืนลูกซอง ก่อนมันจะถอยกลับลงน้ำ (ถอยจริงๆนะ) ไป หลังจากนั้นเหตุการณ์เป็นไงไม่ค่อยได้สนใจแล้ว มัวแต่ขำเพื่อนที่ยังบ่นไม่เลิกว่ารองเท้าเปียกน้ำ รู้ตัวอีกทีเหมือนมีถังน้ำมันพังตกลงมาบนน้ำบริเวณที่เจ้าปลาฉลามอยู่ แล้วพอไกด์ของเรายืนปืนไปโดนมันก็ติดไฟขึ้นมา แล้วเจ้าฉลามยักษ์ก็กลายเป็นฉลามแดดเดียวไปโดยบัดดล...

สุดท้ายเรือก็นำเรากลับมายังท่าน้ำเดิมที่เราขึ้นเรือไป... พร้อมกับเสียงปรบมืออย่างล้นหลามให้กับไกด์สาว (กับฝีมือการแสดงอันสุดยอด เมื่อนึกว่าวันๆนึง เจ๊แกต้องทำอะไรแบบนี้กี่รอบ ก็อดชื่นชมกับความกระตือรือร้นของเค้าไม่ได้ ถ้าเป็นเรา แค่รอบที่สี่ก็เบื่อตายไปก่อนแล้วล่ะ...)

ออกจากตรงนี้มา เราก็กะจะไปดู Waterworld กัน แต่จังหวะไม่ดี เพราะโชว์ถัดไปเริ่มบ่ายโมง เราเลยต้องไปเล่นอย่างอื่นรอกันก่อน เครื่องเล่น??(เรียกว่าเครื่องเล่นได้มั้ยเนี่ย?)อันถัดมาที่ไปกันคือ Backdraft เป็นหนังที่เกี่ยวกับชีวิตของนักผจญเพลิง กับปรากฎการณ์ที่เรียกว่าbackdraftคือการที่ไฟเหมือนจะดับ เพราะขาด Oxygen มาเผาไหม้ แต่ยังมีก๊าซความร้อนสูงที่รอติดไฟทันทีที่ได้รับ Oxygen ลอยคละคลุ้งอยู่ ดังนั้น ถ้าใครไม่รู้เปิดทางให้ Oxygen ผ่านเข้ามาในบริเวณนี้ (โดยการเปิดประตูห้องหรืออะไรก็ตาม) ก๊าซนั้นก็จะทำปฎิกิริยากับ Oxygen แล้วระเบิดขึ้น

ไม่อยากจะเรียกเจ้านี้ว่าเป็นเครื่องเล่น เพราะเหมือนเป็นสารคดีเรื่องไฟไหม้มากกว่า เพราะแค่เป็นการเดินเข้าไปตามห้อง (มีอยู่สามห้องใหญ่) แล้วเค้าจะสมมติสถานการณ์ไฟไหม้ให้ดู

ไคลแมกซ์ของเครื่องเล่นนี้อยู่ที่ห้องสุดท้าย (ดูจะมีอะไรให้ตื่นเต้นกับเค้าบ้าง) ถ้าใครสนใจจะเข้าไปดู ขอให้ยืนดูอยู่ที่แถวแรก หรือแถวสุดท้ายบริเวณกลางๆ เพราะคนที่อยู่แถวนี้จะได้พบความตื่นเต้นอย่างอื่น นอกจากความคิดที่ว่า "ไฟนี่ร้อนจัง"

ออกจากเครื่องเล่นนี้มาทุกคนก็ไปต่อกันที่เครื่องเล่นที่สร้างจากหนังภาคต่อยอดฮิตอย่าง Back to the Future เค้าจะแบ่งผู้เล่นออกเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละประมาณหกคน โดยจะแยกแต่ละกลุ่มไปตามห้องและมีพนักงานมาอธิบายคร่าวๆ ว่าเรากำลังจะได้เข้าไปเยี่ยมชมห้องทดลองที่ผลิตเจ้าเครื่องไทม์แมชชีนอันนี้ โดยก่อนเริ่มเล่นพนักงานจะให้เราทำท่า Back to the Future (งงล่ะสิ ว่าเป็นท่ายังไง) เพื่อเพิ่มความฮึกเหิม (เหรอ?) โดยหลังจากนั้นเราก็จะได้พบกับศาสตรจารย์ผู้ผลิตเจ้าเครื่องนี้ขึ้นมาผ่านทางจอทีวี

โดยระหว่างที่เรากำลังฟังศาสตรจารย์อธิบายอยู่นั้น ก็จะมีตัวร้ายบุกเข้ามาขโมยยานออกไปจากห้องทดลอง ศาสตรจารย์จึงส่งเรา(?)ให้นั่งยานอีกลำตามออกไปจับตัวร้ายกลับมา

เครื่องเล่นนี้มันอาจจะสนุกสำหรับคนกระเพาะแข็งแรง แต่สำหรับเรา...มันเหมือนกับโดนจับขึ้นไปนั่งบนรถแล้วเขย่าๆๆๆ แรกๆก็สนุกอยู่หรอกนะ แต่สักพักเริ่มเกิดอารมณ์อยากคายอาหารที่กินเข้าไปออกมา เท่านั้นไม่พอ เพื่อนที่ไปด้วยกันมันยังอุตส่าห์ชี้ให้ดูว่าเวลาที่เล่นอยู่ เราสามารถมองเห็นคนที่เล่นอยู่ที่ห้องข้างๆได้ (เพราะว่าหน้าจอที่มันแสดงภาพข้างหน้าว่าเรากำลังผ่านมิติเวลาไปไหน มันเป็นหน้าจอขนาดใหญ่ที่ใช้ร่วมกันหลายห้อง เวลาเจ้ารถที่นั่งมันโดนโยกไปโยกมา ก็เลยสามารถมองเห็นรถคันของห้องข้างๆ อยู่แว๊บๆ) อารมณ์ร่วมกับเครื่องเล่นนี้เลยตกวูบไป...

ออกจากเครื่องเล่นนี้มาทุกคนก็ถอดใจ เพราะกระเพาะไม่อำนวยให้เล่นอะไรต่อได้อีก เลยไปหาที่นั่งพักหาอะไรกินกัน แต่อาหารที่ขายในสวนสนุกนี้มันแพงเสียจนอยากจะเดินออกไปซื้อข้าวกล้องที่ร้าน Lawson ด้านนอกมากินเลย...

ถึงจะบอกว่ามวนท้องอยู่ก็เถอะ แต่ก็ยังกินไอ้เจ้านี้เข้าไปได้หมด...เฮ้อ...


ขอพักเบรกก่อนแล้วเดี๋ยวมาเล่าต่อภาคสอง กับโชว์การแสดง Water World, Jurassic Park, Spider Man, Terminator และการแสดงปิดท้ายอย่างPeter Pan