ก่อนอื่น ขอสวัสดีปีใหม่ทุกคนก่อน หวังว่าทุกคนที่เข้ามาอ่านคงยังสบายดีกันนะจ๊ะ หลังจากที่เราทิ้งช่วงเขียนบล็อคไปเสียนาน เราก็ได้มีโอกาสกลับไปเหยียบ USJ เป็นรอบที่สองฉลองปีใหม่ เลยถือโอกาสนำรูปใหม่ๆมาฝาก

ทางเข้าด้านหน้ามีการตกแต่งใหม่ให้สดใสขึ้นเพื่อต้อนรับปีใหม่

คราวนี้โชคดีไม่ติดอยู่ตรงประตูนานเหมือนเมื่อคราวก่อน เพราะจำนวนผู้ร่วมเดินทางน้อยลง เลยแวะถ่ายรูปกันแค่เล็กน้อย แล้วก็เข้าไปวิ่งรอกเล่นเครื่องเล่นกันด้านใน
ก่อนที่จะพาทัวร์เครื่องเล่นที่ตกค้างจากภาคหนึ่ง ขอ proudly present ขนมหวานจาก Amity Island ต้นกำเนิดหนังภาคต่อเกี่ยวกับเจ้าปลาฉลามยักษ์ที่ชื่อว่า "Jaws" เห็นแล้วนึกถึงวุ้นกะทิบ้านเราเลยเนอะ

และเนื่องจากเพิ่งผ่านช่วงเทศกาลคริสต์มาสไปหมาดๆ เจ้าปลาฉลามของเราจึงมีพวงมาลัยเสี่ยงรัก เอ๊ย พวงมาลัย Holly คล้องคอกับเค้าด้วย

ไปต่อกันที่เครื่องเล่นยอดฮิตเครื่องถัดไปกันดีกว่าคิดว่าทุกคนคงจำหนังฟอร์มยักษ์ของผู้กำกับดังอย่างสปีลเบิร์กที่สร้างความตะลึงให้กับวงการหนังในเรื่องของ CG (Computer Graphic) เมื่อสักประมาณสิบปีก่อนกันได้ หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า "Jurassic Park"

และไม่ว่าจะมาที่นี่สักกี่ครั้งทุกคนก็ต้องแวะมาเล่นเครื่องเล่นสุดแสนหวาดเสียวนี่ ตอนที่มาครั้งแรก พวกเราก็ยังไม่รู้ว่าเครื่องเล่นนี้เป็นยังไง รู้เพียงแต่ว่าเล่นแล้วต้องเปียกแน่ๆ เพราะเมื่อไปถึงเราก็จะได้ยินเสียงหวีดร้องและเสียงเรือของคณะผู้เล่นก่อนหน้ากระแทกน้ำดังตู้มลอยมา พร้อมกับภาพของเรือที่ตกลงมาตามรางกระแทกน้ำเป็นคลื่นสูงร่วมห้าเมตร

เห็นภาพแบบนี้แล้วไม่เล่นก็คงไม่ได้ ทุกคนก็เลยพากันไปยืนต่อแถว (ซึ่งคิวก็ยาวเป็นงูเลื้อยตามปรกติ) โดยตรงที่หน้าทางเข้าจะมีเครื่องขายเสื้อกันฝนแบบสวมหัวซึ่งเรียกว่า "poncho" หรือเรียกตามภาษาชาวบ้านๆว่าเสื้อกันฝน "กัปปะ" อยู่ โดยขายในราคาตัวละสามร้อยเยน ซึ่งถือว่าแพง (ร้านสะดวกซื้อทั่วไปขายอยู่ในราคาประมาณร้อยเยนขึ้นไป แต่คนละลายกันนะ) สุดท้ายเราก็เลยยอมเปียกท้าลมหนาวเดือนหนึ่งกัน (สรุปคืองกนั่นเอง)

เมื่อขึ้นนั่งกันเรียบร้อย เรือก็เริ่มแล่นไปตามราง นำพาเราเข้าสู่ทัวร์โลกดึกดำบรรพ์ ซึ่งเจ้าไดโนเสาร์ตัวแรกที่โผล่มาทักทายเราก็คือเจ้าคอยาว Diplodocus ที่จะยืนแน่นิ่งในท่าผิดธรรมชาติสุดๆ รอจนเรือเราแล่นผ่านไปใกล้ๆ ถึงค่อยขยับยื่นคอออกมา ทำทีเป็นเคี้ยวหญ้าให้เราดูหลังจากนี้เรือก็จะพาเราแล่นผ่านโซนของไดโนเสาร์กินพืชไปเรื่อยๆ ผ่านเจ้าไทรเซอราท็อป สเต็กกอซอรัส และตัวอะไรไม่รู้ชื่อที่หัวโหนกๆหน่อยมองรวมๆแล้วหน้าดันพาลไปคล้ายเป็ด (ในความคิดเราอ่ะนะ) จนกระทั่งเข้าเขต ไดโนเสาร์กินเนื้อ เราก็จะได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยดัง พร้อมกับเสียงประกาศว่ามีปัญหาเกิดขึ้น ทางศูนย์จะรีบนำเรือของเรากลับออกมา มองไปข้างหน้า เราก็จะเห็นรั้วไฟฟ้าแรงสูงที่ถูกพังเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ และเจ้าไดโนเสาร์ตัวจ้อยอย่าง Eoraptor สองตัวกำลังแย่งเสื้อ(เก่าๆ)ที่มีตราผู้ดูแลศูนย์อยู่ (เห็นมันแย่งกันมาตั้งแต่ฮาโลวีนแล้ว ยังตกลงกันไม่ได้อีกเหรอเนี่ย เหอะๆ)
แล้วเรือก็พาเราแล่นต่อไปด้วยความเร็วสบายๆ ดังกับเราไม่ได้หนีอะไรอยู่เลย โดยจะแล่นผ่านทางเข้าศูนย์ซึ่งจะเป็นทางลาดสูงขึ้นไปเรื่อยๆ (เพื่อเอาเราไปปล่อยทิ้งที่หลัง) ที่ตรงทางเข้า จะมีกรงขนาดใหญ่แขวนอยู่ โดยกรงจะสั่นพร้อมกับมีเสียงคำรามออกมาตลอดเวลา และเมื่อเรือของเราแล่นผ่านใต้เจ้ากรงที่ว่านี้ กรงมันจะตกลงมาให้พอตกอกตกใจได้เล็กน้อย เมื่อเข้าไปยังศูนย์เรือเราจะไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ จนเพื่อนที่มาเล่นเป็นครั้งแรกเริ่มหันมาโวยวายว่ามันไต่มาสูงแล้วนะ(เพราะทุกคนรู้ดีว่ายิ่งขึ้นสูงยิ่งตกแรง)โดยระหว่างทางขึ้นไปนั้น ก็จะมีเจ้าไดโนเสาร์หน้าตาดุร้ายโผล่มาร้องแคว๊ก แคว๊ก (แน่ใจรึว่านั่นเสียงไดโนเสาร์?) ตลอดทาง
จนเมื่อถึงปลายทาง ขณะที่ทุกคนกำลัง(น่าจะ)สบายใจว่าใกล้จบแล้ว เรือก็จะแล่นพาพวกเราไปยังทางออก และที่ทางออกนั่นเอง เจ้าไทรันฯตัวใหญ่กำลังยืนคำรามรอพวกเราอยู่ ขณะที่เรือกำลังจะลอดท้อง(?)เจ้าไทรันฯนั่นเอง มันก็จะตกวูบลงไปตามราง ที่แทบจะเป็นแนวดิ่ง ที่ทำให้เหล่านักผจญภัยที่นั่งอยู่หน้าสุดอย่างพวกเราสยิวกิ้วจนกรี๊ดกันไม่ออก เกิดอาการลมจุกคอกันเป็นแถว เพราะขณะที่พวกเรากำลังเงยหน้ามองดูเจ้าไทรันฯที่ก้มหน้าลงมาจะงับอยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองตกลงไปในแนวดิ่ง และพอก้มหน้าลงไปดูเท่านั้นแหละ ทุกคนก็จะเข้าใจถึงอารมณ์ของคนที่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ โดยพวกเราจะตกแบบแทบจะ Free fall (ในความรู้สึกของเรานะ เพราะตอนตกจะรู้สึกว่าตัวไม่ติดเบาะแล้ว) ไปยังแสงสว่างที่อยู่ลิบๆนั่น พอรู้สึกตัวอีกที เรือก็กระแทกน้ำดังโครม แล้วก็พาลเปียกกันทั่วหน้า เครื่องเล่นมันตกสูงเสียจนทุกคนเสียวจนหยุดหัวเราะไม่ได้เมื่อตกลงมาแล้ว เลยคุยกันเล่นๆว่าน้ำที่นี่ต้องใส่กัญชาไว้แน่ๆ เพราะเปียกแล้วอารมณ์ดี หัวเราะกันไม่หยุด
และไหนๆก็เปียกกันแล้ว เราเลยควรไปต่อกันด้วยการแสดงโชว์ที่เน้นเปียกเหมือนกันอย่าง Waterworld

ตรงหน้าทางเข้ามีป้ายโค้กภาษาไทยแปะอยู่ด้วยล่ะ (เนื่องจากโค้กเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ของโชว์นี้) อันที่จริงไม่ได้มีเฉพาะภาษาไทยหรอกนะ แต่มีภาษาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น อังกฤษ และภาษาที่อ่านไม่ออกอีกมากมาย แต่ถ่ายรูปกลับมาเฉพาะแค่ภาษาบ้านเรา

ในโชว์นี้ ที่นั่งสามแถวแรกของบางโซนจะเป็นสีฟ้า นั่นหมายความว่าถ้านั่งตรงนั้นมีสิทธิเปียกมาก ส่วนที่นั่งอื่นๆจะเป็นสีน้ำตาลหมายถึงอาจจะเปียกเล็กน้อยถึงไม่เปียกเลย (ขึ้นอยู่กับอากาศตอนแสดง ถ้าหนาวน้อยก็จะสาดน้ำใส่ผู้ชมมากหน่อย) โดยเมื่อเราเข้าไปถึงก็จะมีชายหนุ่ม(จริงอ่ะ?) มาแนะนำตัวเองและพรรคพวก พร้อมทั้งเล่าประวัติความเป็นมาของ Waterworld นี่เล็กน้อย ว่าในโลกที่ปกคลุมไปด้วยพื้นน้ำแห่งนี้ พวกเขากำลังพยายามตามหาแผ่นดินกันอยู่ โดยต้องรีบหาให้พบก่อนที่กลุ่มคนชั่วร้ายจะเข้าไปยึดครองที่แห่งนั้นและขูดรีดค่าเช่าจากผู้ที่เข้าไปอยู่ทีหลัง

โชว์จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อเฮเลน สาวน้อย(ร่างใหญ่)หนึ่งในพรรคพวกของฝ่ายตัวเอกได้ขับเรือกลับมาพร้อมกับนำดินแห้งมาด้วย โดยเธอบอกว่าได้พบแผ่นดินแล้ว และจะพาทุกคนไปยังที่นั้น แต่เรื่องราวก็ไม่ง่ายดายปานนั้น เพราะพรรคพวกของตัวร้ายได้สะกดรอยตามเฮเลนมายังฐานทัพกลางน้ำแห่งนี้ หลังจากนี้ผู้ชมเลยได้ดูการต่อสู้ทางน้ำ บนเจ็ตสกีที่สาดน้ำใส่กันอย่างดุเดือด (เหมือนเล่นสงกรานต์กันยังไงยังงั้นเลย)
พวกเฮเลนจะถูกจับ และเพื่อนฝั่งเฮเลนจะค่อยๆถูกกำจัดลงน้ำไปทีละคนๆ (โดยส่วนมากทุกคนจะต้องตกลงไปตายที่เดียวกัน จนเพื่อนแซวว่า พอลงน้ำได้คงต้องรีบดำน้ำหนี กันคนข้างหลังตกลงมาทับ) และในขณะที่นางเอก(ผู้แสนล่ำ)ของเรากำลังลำบาก ถูกตัวร้ายข่มขู่ให้บอกตำแหน่งของ Dryland พระเอกของเราก็ขี่เจ็ตสกี(สีขาว? รึเปล่าไม่รู้ จำไม่ได้แฮะ) เข้ามาช่วย และก็เป็นการสู้กันบนเจ็ตสกีเช่นเดิม (คนรับกรรม ต้องเปียกคือผู้ชมด้านหน้า เพราะโดนสาดน้ำใส่เต็มๆ)
จากนี้ไปก็จะเป็นการแสดงที่โชว์ทักษะการขี่เจ็ตสกีรวมถึงความฟิตของร่างกายผู้แสดง เนื่องจากทุกคนต้องปีนป่าย ห้อยโหน ขับเรือ ยิงปืน หลบระเบิด ทำโน่นทำนี่เพื่อเอาชีวิตรอด (เป็นโชว์ที่ตื่นเต้นดีมาก จนเด็กที่นั่งดูอยู่ข้างหน้าเรากลัวเสียงระเบิดจนแทบร้องไห้) พอถึงช่วงหนึ่ง ฝ่ายตัวร้ายจะกำจัดพระเอกลงน้ำไปได้(คงไปอยู่รวมกับเพื่อนๆด้านล่าง เพราะทุกคนตกน้ำมุมนั้นกันหมด) เลยหันเป็นเรียกเรือบินมารับเพื่อให้นางเอกนำทางไปแผ่นดิน แต่ขณะที่ตัวร้ายถูลู่ถูกังนางเอกไปตามทางอยู่นั้น พระเอกก็จะเหนี่ยวสลิงโผล่ขึ้นมาจากน้ำมาช่วย ทำให้ตัวร้ายโกรธและยิงระเบิดใส่ แต่ดันพลาดไปโดนเรือบินของตัวเองระเบิด (เป็นฉากที่ดูตอนกลางคืนสวยดีเป็นพลุระเบิกเปรี้ยงป้าง แต่ดูตอนกลางวันจะเห็นแต่ควันลางๆ) สู้กันไปจนถึงตอนสุดท้าย ตัวร้ายซึ่งโดนน้ำมันจากถังน้ำมันที่ตัวเองยิงพลาดไปโดนเสียพรุนติดไฟลุกพรึ่บขึ้นมา แล้วเจ้าตัวก็ร้องอย่างโหยหวนก่อนโดดลงมาจากชั้นบนสุดของหอคอยที่อยู่ตรงกลางฉาก (เป็นฉากที่น่าหวาดเสียวดี เพราะหอคอยก็สูงเอาการอยู่) แล้วก็ตกลงไปในน้ำ (ตรงจุดเดิม จุดยอดฮิตที่ทุกคนตกลงไปน่ะแหละ)
และเนื่องจากถังน้ำมันใกล้จะระเบิด พระเอกกับนางเอก(เหลือรอดกันอยู่สองคน)ก็พากันขับเรือหนีตายออกไป(โดยทิ้งผู้ชมไว้) โชว์ก็เลยจบลงที่การระเบิดครั้งใหญ่ (ไม่ใหญ่มากหรอกที่จริง) หลังจากนั้นผู้แสดงแต่ละคนจึงโผล่ออกมาโค้งให้คนดู เสร็จแล้วพวกเราก็จะโดนกวาดต้อนออกมาเพื่อเคลียร์พื้นที่ให้คนดูรอบต่อไปเข้ามาดูโชว์
จบจากการแสดงโชว์ตื่นเต้นๆแบบนี้ ขอพาทุกคนไปพักกับโชว์สบายๆ ที่มาพร้อมกับเพลงเพราะๆ อย่าง Wicked แล้วกัน
Wicked เป็นบทละคร broadway ที่สร้างขึ้นจากนิยายเรื่อง Wicked Witch of the West แต่งโดย Gregory Maguire เป็นเรื่องราวของสองแม่มดสาวแห่งเรื่อง The Wizard of Oz โดยจะเล่าว่าทั้งสองคนเจอกันได้อย่างไร และในตอนสุดท้ายทำไมถึงมายืนอยู่คนละฝ่ายกันได้ (ตอนนี้บรอดเวย์เรื่องนี้ยังแสดงอยู่ที่อเมริกาเลย อยากไปดูแบบเต็มๆจัง)
สถานที่จัดแสดงเรื่อง Wicked นี้จะอยู่ในโซน Legend of Oz โดยเมื่อเราเดินไปถึงก็จะเห็นตัวเมืองที่สีสันสดใสผิดแผกไปจากตัวตึกด้านนอกได้อย่างชัดเจน

เมื่อผ่านประตูหน้าเข้ามา เราก็จะเจอโดโรธีและผองเพื่อนจากเรื่อง The Wizard of Ozยืนต้อนรับพวกเราอยู่

การแสดงโชว์นี้ได้รับความสนใจจากคนญี่ปุ่นมากเกินความคาดหมายของเรา เพราะมันไม่ใช่การแสดงที่น่ารักๆ ให้เด็กดูอย่าง Toto&Friends (การแสดงอื่นของที่นี่ที่เราไม่ได้ไปดู) แต่ค่อนข้างจะเป็นละครเพลงเต็มรูปแบบที่เหมาะให้ผู้ใหญ่ที่หลงใหลในเสียงเพลงอย่างเราเข้าไปดูมากกว่า แต่สุดท้ายคนดูก็ยังแน่นแบบนี้เลย

หลังจากยืนรอกันอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดพวกเราก็ได้เคลื่อนที่เข้าไปนั่งดูกันเสียที และเนื่องจากโดนห้ามถ่ายรูปเลยเอามาฝากได้แค่รูปเวทีตอนยังไม่เริ่มแสดงนะ

เริ่มเรื่องมาด้วยเพลง One Short Day โดยจะเป็นสองแม่มดสาว คนหนึ่งหน้าตาสะสวยชื่อว่า เกลนด้า ส่วนอีกคนหนึ่งเกิดมามีผิวสีเขียวผิดธรรมชาติชื่อ อัลฟาบา กำลังเที่ยวในเมืองมรกต (Emerald City) กันอยู่ โดยทั้งสองคนมาเพื่อที่จะเข้าพบพ่อมดแห่งออซกัน
จบจากเพลงนี้ฉากก็จะตัดไปเป็นภายในปราสาทของพ่อมดออซโดยในตอนแรก พ่อมดจะยังไม่ออกมาพบเกลนด้าและอัลฟาบา แต่จะบังคับหน้ากากกลขนาดใหญ่ให้พูดแทนตัวเองก่อน พอรู้ว่าคนที่มาหาเป็นใครถึงยอมเปิดเผยตัวเดินออกมา แล้วพ่อมดก็จะถามถึงเรื่องราวของทั้งสองคน ทำให้เป็นที่มาของเพลง What is this Feeling? ที่แสดงถึงฉากตอนที่แม่มดทั้งสองเจอกันที่โรงเรียน Shiz โดยทั้งสองคนนั้นรู้สึกเกลียดขี้หน้ากันสุดๆตั้งแต่แรกเห็น แต่พอจบเพลงนี้ อัลฟาบาที่โดนรังเกียจก็จะโกรธจนเผลอใช้เวทย์มนต์ออกมา ทำให้เกลนด้าประทับใจในความสามารถของอัลฟาบาและชมว่าเธอมีพรสวรรค์ (อันนี้เนื้อเรื่องไม่ค่อยตรงกับของบรอดเวย์นะ) แล้วอัลฟาบาก็จะร้องเพลง The Wizard and I เล่าถึงความฝันว่าถ้าความสามารถของเธอเป็นพรสวรรค์ที่จะสามารถนำเธอไปพบพ่อมดแห่งออซได้ ชีวิตของเธอก็คงจะเปลี่ยนไป ไม่ถูกผู้คนรังเกียจมากขนาดนี้
หลังจากนี้อัลฟาบาและเกลนด้าก็จะกลายเป็นเพื่อนกัน โดยเกลนด้าจะพยายามช่วยปรับปรุงรูปโฉมให้อัลฟาบาขณะที่ร้องเพลงน่ารักๆ อย่าง Popular เสร็จแล้วเรื่องก็จะตัดกลับมาที่ปราสาทพ่อมดแห่งออซอีกครั้ง โดยพ่อมดจะเล่าถึงตัวเองผ่านบทเพลง A Sentimental Man ก่อนจะขอทดสอบความสามารถของอัลฟาบาโดยให้อัลฟาบาเสกเจ้าลิงที่วิ่งพล่านอยู่ในฉากให้บินได้ และเมื่ออัลฟาบาร่ายคาถาเสร็จ เจ้าลิงก็จะร้องอย่างทุรนทุรายพร้อมกับที่มีปีกงอกออกมากลางหลัง ทำให้พวกอัลฟาบาและเกลนด้าตกใจกันใหญ่ แต่พ่อมดกลับดีใจและบอกว่าร่ายมนต์ครั้งแรกก็ทำให้ขนาดนี้ถึงว่ายอดเยี่ยมมาก หลังจากนี้ก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เหมือนพ่อมดจะขอให้อัลฟาบาร่วมมือในการที่จะสร้างปีกให้ทุกคนเพื่อให้ทุกคนบินได้ ทุกคนที่เคยรู้เรื่องพ่อมดแห่งออซคงเข้าใจ ว่าที่จริงแล้วพ่อมดไม่ใช่ผู้วิเศษมีเวทย์มนต์อะไรกับเค้าหรอก แต่เป็นแค่นักวิทยาศาสตร์ที่นั่งบอลลูนหลงเข้ามาในดินแดนออซแห่งนี้ แล้วถูกเข้าใจผิดว่ามีเวทย์มนต์เลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นพ่อมดดูแลเมือง
แต่อัลฟาบาไม่ยอมช่วย (คงเพราะไม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรทำล่ะมั้ง เรื่องมันตัดเร็วฟังไม่ทัน ภาษาญี่ปุ่นก็ยิ่งอ่อนแออยู่ เฮ้อ พูดแล้วอยากฟังเป็นภาษาอังกฤษเต็มๆจังเลย ตัดภาษาอังกฤษกับญี่ปุ่นสลับไปสลับมาแบบนี้ยิ่งฟังยาก เพราะไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนภาษากันเมื่อไหร่) พ่อมดเลยโกรธและประกาศให้ชาวเมืองรู้ว่าอัลฟาบาเป็นแม่มดที่ชั่วร้าย เป็น The Wicked ทำให้อัลฟาบาต้องหนีออกจากเมืองมรกต โดยเธอจะขี่ไม้กวาดหนีออกมาขณะร้องเพลง Defying Gravity ด้วยพลังเสียงที่น่าประทับใจ (ไม่รู้ว่าที่นี่ลงเพลงได้รึเปล่า ถ้าลงได้จะลงให้ฟังนะ เพราะชอบเพลงนี้มาก แต่ขอไปศึกษาวิธีลงก่อน)
เนื้อเรื่องของการแสดงตัดจบลงที่ตรงนี้ ฉากที่อัลฟาบาหันไปลาเกลนด้าและขี่ไม้กวาดหนีไป เสร็จแล้วนักแสดงทุกคนก็จะออกมาทักทายคนดู

ก่อนกลับขอเก็บรูปทางเข้าแบบเป็นทางการมาให้ดูกันอีกสักรูป

เริ่มยาวอีกแล้ว งั้นขอยกเครื่องเล่นอย่าง Spider Man, ET, Terminator รวมถึงโชว์ปีเตอร์แพนไปต่อกันที่ภาคสามนะ กรุณาติดตามตอนต่อไป อิอิ