ช่วงวันฮาโลวีนที่ผ่านมาได้ขนข้าวขนของไปเที่ยว Universal Studio Japan ที่โอซาก้ากันมา
ยังไม่ทันจะได้เข้าไปถึงตัวสตูดิโอจริงๆ ก็ติดอยู่ตั้งแต่ตรงตัวUniversal city walkด้านหน้า ที่เป็นที่ตั้งของร้านขายของที่ระลึกและร้านอาหารหลายหลากประเภท ตัวตึกมันช่างมีสีสันสดใส เสียจนอดไม่ได้ที่จะต้องถ่ายภาพกลับมา

ถัดจากร้านขายของ ก็มาติดอยู่ตรงประตูทางเข้า... ไม่รู้ว่ามันมีอะไรดี แต่ทุกคนก็ยืนถ่ายรูป ไม่ว่าจะรูปเดี่ยว รูปคู่ รูปทีม ถ่ายกันอยู่ตรงนี้ไปเกือบครึ่งชั่วโมง ไม่ยอมเดินเข้าไปเสียทีและเนื่องจากมาเที่ยวช่วงวันฮาโลวีน ประตูก็เลยตกแต่งด้วยสีม่วงแบบนี้แหละ

พอคิดว่าจะได้เดินผ่านพ้นประตูนี้ไปได้เสียที ก็รู้ตัวว่าพลาดไปเสียแล้ว เมื่อเพื่อนๆเห็น รูปปั้นสนูปปี้วันฮาโลวีนที่วางอยู่ด้านหน้า ก็ตรงเข้าไปเก็บรูปกันต่อทันที... เฮ้อก็มันน่ารักนี่เนอะ ทำไงได้...

พอผ่านประตูมาได้ คิดว่าคราวนี้แหละ จะได้เข้าไปสอดตั๋วผ่านเข้าไปเดินในสตูดิโออย่างเป็นทางการเสียที แต่ก็คิดผิดอีก เมื่อเหลือบไปเห็นลูกโลกอันเป็นเอกลักษณ์ของ Universal Studio อยู่ด้านข้าง ก็ต้องวิ่งกันไปถ่ายรูป เดี่ยว คู่ หมู่ กันอีกรอบ... สรุปว่ากว่าจะได้เข้าไปในบริเวณสตูดิโอจริงๆ ก็หมดไปเกือบชั่วโมง...

ภายในเมืองสตูดิโอนั้น ตกแต่งไว้อย่างกับอยู่ยุโรป ร้านรวงจัดได้สวยมาก (แต่บางร้านเข้าจริงไม่ได้หรอก แค่แต่งไว้โชว์เท่านั้น) เดินอยู่ข้างในนี้ให้อารมณ์เหมือนกับอยู่ต่างประเทศเลย (แต่นึกอีกที...มันก็ต่างประเทศจริงๆ นี่เนอะ... เริ่มรู้สึกว่าญี่ปุ่นไม่ใช่เมืองนอกแล้ว ทำไงดี...)

เนื่องจากมากันตั้งแต่เช้าตรู่ แถมยังเป็นวันศุกร์ ไม่ใช่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ คนก็เลยไม่เยอะมาก เหมือนที่เห็นได้ในภาพนี่แหละ กำลังเดินเล่นถ่ายรูปกันได้สบายๆ ไม่โดนอัดก็อปปี้

ยืนตกลงกันอยู่นานว่าจะเริ่มเล่นเครื่องเล่นยังไงให้ครบภายในหนึ่งวัน เพราะว่าไม่มีใครยอมเสียเงินซื้อบัตร Express ที่ให้เข้าเล่นเครื่องเล่นได้เลยโดยไม่ต้องต่อคิวรอ เลยต้องวางแผนกันหนักหน่อย แต่ที่นี่เค้าดีนะ มีบอร์ดที่บอกเวลารอเล่นเครื่องเล่นแต่ละเครื่องกระจายอยู่ตามจุดต่างๆในเมือง ทำให้สามารถตัดสินใจกันได้ง่ายหน่อยว่าจะเล่นอะไรก่อนอะไรหลัง เริ่มแรก ทุกคนก็ลุยไปยังหมู่บ้านเจ้าปลาฉลามยักษ์ Jaws

หน้าทางเข้าเครื่องเล่นก็จะมีเจ้าตัวนี้แขวนตากแห้งอยู่ รอให้นักท่องเที่ยวเข้าไปถ่ายรูปด้วย และเนื่องจากที่นี่เป็นประเทศที่รักการยืนต่อคิวอย่างประเทศญี่ปุ่น คิวถ่ายรูปกับปลาฉลามเนื้อหอมตัวนี้จึงยาวเสียจน คนไทยอย่างเราๆถอดใจ... เออไม่ถ่ายกับมันก็ได้... แหม อุตส่าห์เตรียมเอาหัวยื่นเข้าไปในปากมันเล่นอยู่เชียว...
ว่าแล้วทุกคนก็เข้าไปต่อคิวเล่น เมื่อได้ขึ้นเรือซึ่งมีไกด์สาวชาวญี่ปุ่นเป็นผู้นำทาง ทุกคนก็ถูกเตือนทันทีว่าห้ามถ่ายรูป เพราะถ้ากล้องตกน้ำระหว่างทางเค้าจะไม่รับผิดชอบใดๆ เราก็เลยไม่กล้าหยิบน่ะสิ เมื่อเรือออกแล่น (ไปตามราง) ไกด์สาวก็เริ่มเข้าบทบาทของคนนำนักท่องเที่ยวมาชมเมือง จนกระทั่งเรือเราเลี้ยวไปเห็นซากของเรือลำหนึ่งที่กำลังจะจมลง ไกด์สาวจึงทำทีวอไปติดต่อหาคนในเรือทันที แต่ก็ไม่มีใครตอบกลับมา และทันใดนั้นเอง ทุกคนก็เห็นครีบขนาดใหญ่ของปลาฉลามปรากฎขึ้นทางด้านขวาของเรือ
และด้วยฝีมือการแสดงระดับตุ๊กตาทอง ไกด์สาวก็หันไปหยิบปืนขึ้นมายิงขู่ไปหนึ่งนัด พร้อมกับบอกว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีแล้วให้รีบกลับเข้าฝั่งกันดีกว่า พูดยังไม่ทันจบ เรือก็ถูกกระแทกเสียจนน้ำกระเด็นเข้าเรือ ทำให้ขากางเกงของเพื่อนที่นั่งริมสุดเปียกชุ่มไปจนถึงด้านถุงเท้า เจ้าตัวเลยได้แต่นั่งเซ็งตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา...
ไกด์สาวรีบนำเรือเข้าไปจอดหลบในโรงเรือกลางน้ำ ข้างในโรงเรือนั้นมืดสนิท พวกเราสามารถเห็นข้าวของภายในได้เพียงลางๆ จากแสงไฟฉายที่ไกด์ส่องไปมาตามเพดาน??(ทำไมส่องเพดาน? ปลาฉลามจะบินเข้ามา?) ไม่ต้องรอนานนัก โรงเรือก็ถูกกระแทกเสียจนไหว เสียงไกด์คนเดิมบอกว่าไม่ได้การแล้ว เพราะปลาฉลามจะพังโรงเรือเข้ามา ต้องหนีออกไปก่อน แล้วก็รีบขับเรือ(ไปตามราง เช่นเดิม) ออกไป...
ด้านนอกเราจะเห็นปลาฉลามยักษ์ว่ายตีคู่ข้างเรือไปมา ก่อนที่มันจะโผล่หน้าอ้าปากขึ้นมาทางข้างเรือ(เหมือนที่เห็นในหนังน่ะแหละ) ไกด์สาวใจเด็ดของเราก็รีบสอยเข้าให้ด้วยปืนลูกซอง ก่อนมันจะถอยกลับลงน้ำ (ถอยจริงๆนะ) ไป หลังจากนั้นเหตุการณ์เป็นไงไม่ค่อยได้สนใจแล้ว มัวแต่ขำเพื่อนที่ยังบ่นไม่เลิกว่ารองเท้าเปียกน้ำ รู้ตัวอีกทีเหมือนมีถังน้ำมันพังตกลงมาบนน้ำบริเวณที่เจ้าปลาฉลามอยู่ แล้วพอไกด์ของเรายืนปืนไปโดนมันก็ติดไฟขึ้นมา แล้วเจ้าฉลามยักษ์ก็กลายเป็นฉลามแดดเดียวไปโดยบัดดล...
สุดท้ายเรือก็นำเรากลับมายังท่าน้ำเดิมที่เราขึ้นเรือไป... พร้อมกับเสียงปรบมืออย่างล้นหลามให้กับไกด์สาว (กับฝีมือการแสดงอันสุดยอด เมื่อนึกว่าวันๆนึง เจ๊แกต้องทำอะไรแบบนี้กี่รอบ ก็อดชื่นชมกับความกระตือรือร้นของเค้าไม่ได้ ถ้าเป็นเรา แค่รอบที่สี่ก็เบื่อตายไปก่อนแล้วล่ะ...)

ออกจากตรงนี้มา เราก็กะจะไปดู Waterworld กัน แต่จังหวะไม่ดี เพราะโชว์ถัดไปเริ่มบ่ายโมง เราเลยต้องไปเล่นอย่างอื่นรอกันก่อน เครื่องเล่น??(เรียกว่าเครื่องเล่นได้มั้ยเนี่ย?)อันถัดมาที่ไปกันคือ Backdraft เป็นหนังที่เกี่ยวกับชีวิตของนักผจญเพลิง กับปรากฎการณ์ที่เรียกว่าbackdraftคือการที่ไฟเหมือนจะดับ เพราะขาด Oxygen มาเผาไหม้ แต่ยังมีก๊าซความร้อนสูงที่รอติดไฟทันทีที่ได้รับ Oxygen ลอยคละคลุ้งอยู่ ดังนั้น ถ้าใครไม่รู้เปิดทางให้ Oxygen ผ่านเข้ามาในบริเวณนี้ (โดยการเปิดประตูห้องหรืออะไรก็ตาม) ก๊าซนั้นก็จะทำปฎิกิริยากับ Oxygen แล้วระเบิดขึ้น

ไม่อยากจะเรียกเจ้านี้ว่าเป็นเครื่องเล่น เพราะเหมือนเป็นสารคดีเรื่องไฟไหม้มากกว่า เพราะแค่เป็นการเดินเข้าไปตามห้อง (มีอยู่สามห้องใหญ่) แล้วเค้าจะสมมติสถานการณ์ไฟไหม้ให้ดู
ไคลแมกซ์ของเครื่องเล่นนี้อยู่ที่ห้องสุดท้าย (ดูจะมีอะไรให้ตื่นเต้นกับเค้าบ้าง) ถ้าใครสนใจจะเข้าไปดู ขอให้ยืนดูอยู่ที่แถวแรก หรือแถวสุดท้ายบริเวณกลางๆ เพราะคนที่อยู่แถวนี้จะได้พบความตื่นเต้นอย่างอื่น นอกจากความคิดที่ว่า "ไฟนี่ร้อนจัง"

ออกจากเครื่องเล่นนี้มาทุกคนก็ไปต่อกันที่เครื่องเล่นที่สร้างจากหนังภาคต่อยอดฮิตอย่าง Back to the Future เค้าจะแบ่งผู้เล่นออกเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละประมาณหกคน โดยจะแยกแต่ละกลุ่มไปตามห้องและมีพนักงานมาอธิบายคร่าวๆ ว่าเรากำลังจะได้เข้าไปเยี่ยมชมห้องทดลองที่ผลิตเจ้าเครื่องไทม์แมชชีนอันนี้ โดยก่อนเริ่มเล่นพนักงานจะให้เราทำท่า Back to the Future (งงล่ะสิ ว่าเป็นท่ายังไง) เพื่อเพิ่มความฮึกเหิม (เหรอ?) โดยหลังจากนั้นเราก็จะได้พบกับศาสตรจารย์ผู้ผลิตเจ้าเครื่องนี้ขึ้นมาผ่านทางจอทีวี
โดยระหว่างที่เรากำลังฟังศาสตรจารย์อธิบายอยู่นั้น ก็จะมีตัวร้ายบุกเข้ามาขโมยยานออกไปจากห้องทดลอง ศาสตรจารย์จึงส่งเรา(?)ให้นั่งยานอีกลำตามออกไปจับตัวร้ายกลับมา
เครื่องเล่นนี้มันอาจจะสนุกสำหรับคนกระเพาะแข็งแรง แต่สำหรับเรา...มันเหมือนกับโดนจับขึ้นไปนั่งบนรถแล้วเขย่าๆๆๆ แรกๆก็สนุกอยู่หรอกนะ แต่สักพักเริ่มเกิดอารมณ์อยากคายอาหารที่กินเข้าไปออกมา เท่านั้นไม่พอ เพื่อนที่ไปด้วยกันมันยังอุตส่าห์ชี้ให้ดูว่าเวลาที่เล่นอยู่ เราสามารถมองเห็นคนที่เล่นอยู่ที่ห้องข้างๆได้ (เพราะว่าหน้าจอที่มันแสดงภาพข้างหน้าว่าเรากำลังผ่านมิติเวลาไปไหน มันเป็นหน้าจอขนาดใหญ่ที่ใช้ร่วมกันหลายห้อง เวลาเจ้ารถที่นั่งมันโดนโยกไปโยกมา ก็เลยสามารถมองเห็นรถคันของห้องข้างๆ อยู่แว๊บๆ) อารมณ์ร่วมกับเครื่องเล่นนี้เลยตกวูบไป...
ออกจากเครื่องเล่นนี้มาทุกคนก็ถอดใจ เพราะกระเพาะไม่อำนวยให้เล่นอะไรต่อได้อีก เลยไปหาที่นั่งพักหาอะไรกินกัน แต่อาหารที่ขายในสวนสนุกนี้มันแพงเสียจนอยากจะเดินออกไปซื้อข้าวกล้องที่ร้าน Lawson ด้านนอกมากินเลย...

ถึงจะบอกว่ามวนท้องอยู่ก็เถอะ แต่ก็ยังกินไอ้เจ้านี้เข้าไปได้หมด...เฮ้อ...
ขอพักเบรกก่อนแล้วเดี๋ยวมาเล่าต่อภาคสอง กับโชว์การแสดง Water World, Jurassic Park, Spider Man, Terminator และการแสดงปิดท้ายอย่างPeter Pan